“นุก สุทธิดา” สุดทน เผยแต่งงานมาแล้ว 4 ปี สามีไม่เคยช่วยอะไร ขนาดท้องยังต้องมานั่งต่อโต๊ะ ต่อเตียง เอง หลุดปากแฉฝ่ายชายไร้ความรับผิดชอบ เตรียมเคลียร์เรื่องโดนซ้อม และทรัพย์สินในชั้นศาล
ออกมาประกาศข่าวเตียงหักกลางรายการทีวีไปเมื่อครั้งก่อน พร้อมกับยื่นคำขาดว่าจะหย่ากับ “ป้อ บุญสิทธิ์ ธรรมโรจน์พินิจ” ท่ามกลางกระแสข่าวลือว่า “นุก สุทธิดา เกษมสันต์ ณ อยุธยา” ทนการถูกซ้อมทำร้ายร่างกายไม่ไหว จึงตัดสินใจแยกทาง ซึ่งนุกเองก็ปฏิเสธมาตลอด ล่าสุดก็มีข่าวว่า ทางฝ่ายชายไม่ให้นุกเอารถและชุดเครื่องทองเครื่องเพชรของตัวเองออกมาจากบ้าน เป็นเหตุให้ต้องเดินออกมามือเปล่า
ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร วันนี้นุกพร้อมจะเปิดใจถึงชีวิตคู่ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ส่วนเรื่องโดนซ้อม สามีคบชู้ และเรื่องถูกฮุบทรัพย์สินนั้น เจ้าตัวยินดีจะเปิดเผยในชั้นศาล
“ชีวิตของนุกตอนนี้นุกก็ดีขึ้นเรื่อย นุกดีใจที่มีโอกาสได้กลับเข้ามาทำงานในวงการบันเทิงอีกครั้ง ซึ่งนุกไม่เคยคาดหวังไม่คิดว่าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้แล้วใครจะให้โอกาส ยังคิดอยู่เลยว่าถ้าเราพูดเรื่องครอบครัวออกไปต้องโดนด่าเละแน่ แต่อยากจะให้เรื่องมันจบสักที ยังไงก็ต้องสู้ไม่ว่าข้างหน้าจะมีอะไรเกิดขึ้น ปรากฏว่าพอผ่านมันไปจริงๆ กลับมีคนให้กำลังใจเราเยอะและดีใจที่สุดคือ พี่ๆ สื่อมวลชนให้กำลังใจนุกเยอะมากอันนี้ไม่ได้พูดเอาใจมันเป็นเรื่องจริง”
“บางคนอาจจะคิดว่าสื่อมวลชนกับนักแสดงต้องเป็นศัตรูกันตลอดเวลา แต่สำหรับนุกแล้วเชื่อไหมว่างานที่ได้มาเกือบ 50 % มาจากสื่อมวลชน อย่างเวลาที่เขาสัมภาษณ์แล้วเขาจะบอกว่า เดี๋ยวช่วยติดต่อรายการบอกพี่คนโน่นคนนี้ติดต่องานให้ รู้สึกโชคดีที่เขาให้โอกาสมีน้ำใจกับเรา ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะนุกไม่เคยคิดร้ายใครให้ความร่วมมือต่างๆ ดีเสมอมา ก็กลายเป็นให้ความช่วยเหลือเอื้ออาทรกันตรงนี้รู้สึกดีมากๆ”
“กับเวลาที่เสียไป นุกไม่รู้สึกเสียดาย จริงๆ นุกเป็นคนที่มีแพลนชีวิตเอาไว้ล่วงหน้าว่าจะแต่งงานเร็วอยู่แล้วคิดไว้ประมาณอายุ 20 แต่งงานแน่ๆ พอถึงเวลานั้นยังไม่ได้แต่งก็เลยบอกกับตัวเองว่างั้น 25 ก็แล้วกัน พอยังไม่ได้แต่งอีกก็คิดว่าไม่ได้แล้วอายุ 27 ต้องแต่งแล้วเพราะอยากจะมีลูกก่อนอายุ 30 เหมือนถูกสภาพสังคมหลอก(หัวเราะ) เราคิดว่าถ้าอายุสามสิบไปแล้วเป็นวัยที่ไม่ควรมีลูกด้วยเรื่องสุขภาพ อีกอย่างต้องการที่จะเป็นแม่ที่โตไปพร้อมๆ กับลูก คุยภาษาเดียวกับลูกความคิดในตอนนั้นโอเคแต่งก็แต่ง”
“นุกตัดสินใจแต่งงานทั้งๆ ที่ป้อไม่ใช่ผู้ชายในสเปคเลย นุกเป็นคนที่ชอบคนตัวสูงมองคนจากภายนอกรูปร่างหน้าตามาก่อน(หัวเราะ)ไม่ค่อยจะดีนะ แต่ก็ไม่ชอบคนหล่อมากอยู่แล้วด้วย ด้วยความที่นุกอยู่วงการมานานเจอคนหล่อเยอะจนรู้สึกธรรมดา นุกจะชอบผู้ชายหน้าบ้านๆ ตัวสูงตาไม่โต แต่ทุกอย่างกลับกันหมดได้มานี่ตาโตตัวเตี้ย”(หัวเราะ)
“ช่วงนั้นเป็นช่วงที่อกหักที่สุดในชีวิต เป็นช่วงชีวิตที่เป๋มาก พอมีใครสักคนเข้ามาเลยโอเค ป้อเข้ามาในลักษณะเป็นเพื่อนเราเข้ากันได้ดีเหมือนเป็นเพื่อนกัน นุกคบเขาแบบเพื่อนจะไปไหนมาไหนได้สนิทใจกว่าไม่ได้คิดอะไร เขาเป็นคนน่ารักเอาใจเก่งมากจะไม่ใช่ลักษณะสุภาพบุรุษ หรือ ว่าพ่อบุญทุ่ม เพราะเราทุ่มกว่า(หัวเราะ)เขาจะเป็นแนวพูดคุยสนุกเฮไหนเฮนั่น”
“จำได้ว่าคบหาดูใจกันประมาณสองปีถึงได้แต่งงาน แต่ความรู้สึกในวันนั้นไม่ถึงขนาดว่าฉันต้องฝากชีวิตไว้กับผู้ชายคนนี้ เพราะเป็นคนที่ไม่คิดว่าจะฝากชีวิตไว้กับใครแม้กระทั่งพ่อแม่เราเอง วันหนึ่งทุกคนต้องจากเราไปไม่มีใครที่จะมาอยู่กับเราได้ตลอดชีวิตหรอก แต่ขอยืนยันว่าเราแต่งงานกันเพราะความรักจริงๆ ไม่ใช่เหตุผลเรื่องธุรกิจหรือเรื่องเงินก็ไม่ใช่ เพราะตัวป้อเองเขายังไม่มีเงินเลยด้วยซ้ำ ยังต้องขอเงินจากคุณพ่อเขาใช้อยู่จะเป็นทางนุกซะมากกว่า”
“หลังแต่งงานทุกอย่างยังเหมือนเดิมไปเที่ยวเฮฮาพูดจาแบบเพื่อนกันเหมือนเดิม จนบางครั้งเพื่อนๆ แซวว่าอย่าทะเลาะกัน จนกระทั่งมีลูกคนแรกทุกอย่างเริ่มเปลี่ยน นุกมีความรับผิดชอบมากขึ้นลูกสำคัญที่สุด จากที่เคยเฮไหนเฮนั่นจะนอนตื่นเมื่อไหร่นั้นมันไม่ได้แล้ว ต้องมีการกำหนดเวลานอนก่อนสามทุ่มตื่นตีห้า เราไม่ได้ไปไหนอยู่บ้านเลี้ยงลูกในขณะที่เขายังทำตัวปกติไปเที่ยวทุกวันเหมือนเดิม”
“ซึ่งความรู้สึกในตอนนั้นนุกไม่เคยคิดน้อยใจแฮปปี้มาก เพราะอยากเลี้ยงลูกเองด้วยสันชาติญาณความเป็นแม่อุ้มท้องดูแลเขาตั้งแต่ยังไม่คลอด รู้สึกว่าอยากที่จะทำหน้าที่แม่ให้ดีที่สุดไม่ได้คิดอะไร ส่วนป้อเขาอยากจะออกไปข้างนอกก็ไม่ได้ว่าอะไร ช่วงนั้นเราจะติดลูกมากๆ ทำทุกอย่างให้เขาเองหมด แต่พอมีลูกคนที่สองเริ่มมีความรู้สึกน้อยใจเข้ามาบ้าง ความเหนื่อยมันมาเยือน ช่วงนั้นเราท้องด้วยมีลูกเล็กอีก และยังต้องมานั่งแพ็คของย้ายกลับไปอยู่บ้าน เพราะคอนโดที่เราอยู่มันไม่พอแล้ว”
“ย้ายบ้านไปขนาดท้องอยู่ก็ต้องไปต่อตู้ต่อโต๊ะเอง นุกทำเองหมดทุกอย่าง ป้อก็นั่งดูทีวี เขาเป็นปกติแบบนี้อยู่แล้วไม่เคยรับผิดชอบอะไรจะแตกต่างจากเราที่ชอบทำเอง ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าเราทำงานตั้งแต่เด็กๆ ต้องมีความรับผิดชอบเยอะ เคยบอกให้เขาช่วยเหมือนกัน ตอนนั้นกำลังเจาะผนังบ้านอยู่แล้ว มันจะสะเทือนมากกลัวว่าจะมีผลกับลูกในท้อง ก็บอกให้เขาช่วยจับสว่านหน่อย แต่พอเห็นท่าทางเขาคิดว่าทำบ้านพังแน่เดี๋ยวทำเองดีกว่า เมื่อเราทำทุกอย่างเองหมด นุกรู้สึกว่าทำไมมันเหนื่อยจังเลย ลูกก็ต้องเลี้ยงเอง บ้านก็ต้องมาจัดมาทำเองอีก มันเลยเกิดความรู้สึกประท้วงในใจ”
“บางทีเราก็เข้าใจอยู่กันมาเขาเป็นอย่างนี้แหละ เป็นคนที่หยาบกระด้างไม่ได้ละเอียดอ่อน บางครั้งเราพูดด้วยความรู้สึก แต่เขาไม่ได้ฟังด้วยความรู้สึก พูดไปเขาฟังแต่ไม่ได้ใส่ใจอะไรอย่างท่องแท้ เขาคงคิดว่าทุกวันนี้มีทุกอย่างพร้อมถึงไม่ได้ทำอะไรไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเขาก็ยังมีทุกอย่างพร้อมใช้ชีวิตได้เหมือนเดิม ทุกครั้งที่นุกพูดไปเขาไม่เคยโวยวายและมีปฏิกิริยาอะไรเลย ไม่ว่าจะพูดดีหรือพูดไม่ดีก็เฉยๆ”
“สุดท้ายนุกเองที่ต้องทำความเข้าใจกับตัวเองมากกว่า เมื่อพูดไปแล้วเขาก็ทำตัวเหมือนเดิมเราก็ทำใจมีบางช่วงที่เราสังเกตเห็นรู้ว่าเขามีคนอื่น แต่พูดไปก็เท่านั้น เพราะพูดไปเขาก็เฉยๆ ไม่ยอมรับและยังออกไปเที่ยวเหมือนเดิม เคยรู้สึกไหมอยู่บ้านหลังเดียวกันห้องเดียวกัน แต่เรารู้สึกว่าเราอยู่คนเดียวเหงาจับหัวใจ มันเหมือนอยู่ห้องเดียวกันแต่ทำคนละอย่าง เราไม่ได้ดูหนังเรื่องเดียวกันไม่ได้นอนเตียงเดียวกันมาสองสามปี ไม่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันจริงๆ”
“นุกจะพยายามทำทุกอย่างให้มันปกติจนกระทั่งออกงานอีเว้นท์ให้สัมภาษณ์นักข่าว มีพี่นักข่าวคนหนึ่งทักเมื่อต้นปีว่า ดูนุกไม่ค่อยมีความสุขนะ แต่เรารู้สึกว่าทุกอย่างเป็นปกติเลี้ยงลูกไม่ได้คิดอะไร คิดว่าที่พี่เขาพูดเพราะว่าเขาพยายามสร้างข่าวให้เป็นประเด็นหรือเปล่า เพราะตอนนั้นดาราเลิกกันเยอะ”
“จนปลายปีมีนักข่าวอีกคนพูดประโยคเดียวกัน พอมีคนที่สองพูดในเวลาห่างกันไม่นาน กลับมาบ้านเริ่มมานั่งคิดแล้วว่า เราดูไม่มีความสุขเหรอ เราเป็นอย่างนั้นจริงไหม คนทักสองคนแล้ว แต่สถานการณ์ตอนนั้นด้วยธรรมชาติตัวเราจะพยายามทำให้มีความสุขอยู่ภายใต้การควบคุม”
“มาวันนี้มองย้อนกลับไปถึงได้รู้ว่า ที่ผ่านมาตัวเราอยู่อย่างไม่มีความหวัง ไม่มีวันพรุ่งนี้ ไม่มีฝันซึ่งก่อนที่จะแต่งงาน เราจะมีฝันอยากเป็นแบบนั้นแบบนี้ แต่พอแต่งงานเราไม่มี แล้วจะมีความสุขได้อย่างไร ไม่มีความรัก ไม่มีแฟน เหมือนเราอยู่คนเดียว เพราะเขาไม่ได้มาใช้ชีวิตกับเรา เขากลับมาเรารอเปิดประตู พอเปิดประตูเสร็จ เรามานอนเขาก็นั่งทำอะไรก๊อกแก๊กไป ตอนนั้นเรายังไม่หลับจังหวะนั้นล่ะที่เหงามากๆ”